young_brunette_woman_with_displeased_expression_smells_spoiled_soup_stew_pan_feels_musty_smell_home_kitchen_stands_against_refrigerator_176532_4240.jpg

เชื่อว่าคุณจะต้องเคยรู้จัก หรือมีเพื่อนที่มีนิสัยแบบนี้อย่างน้อยๆ หนึ่งคน คือพวกที่ชอบเก็บอาหารเอาไว้ในตู้เย็นนานจนไม่คิดว่าจะยังกินได้อยู่ แต่คนๆ นั้นก็ยังหยิบออกมากินได้อย่างหน้าตาเฉย พร้อมกับบอกว่า “มันยังไม่เสีย ยังกินได้อยู่” ทั้งๆ ที่อาหารเหล่านั้นเก่าเก็บมาหลายสัปดาห์ หรือเผลอๆ อาจจะเป็นเดือน

 

อาหารที่แช่ในตู้เย็น ไม่ได้แปลว่าจะไม่บูดไม่เน่าเสมอไป หลายคนประสบปัญหา แยกไม่ออกว่าอันนี้บูดหรือยัง เน่าหรือยัง ยังทานได้อยู่หรือเปล่า เราเคล็ดลับง่ายๆ มาให้ช่วยสังเกตอาหารเหล่านั้นกัน

 1.เมือก

อาหารสำเร็จรูป เนื้ออบ ผัก ฯลฯ ถ้ามีเงาหรือรู้สึกว่าอาหารนั้นเปียก มีเมือก นั่นเป็นสัญญาณบอกอย่างหนึ่งว่าอาหารนั้นเสีย หรือหมดอายุ

 

2.กลิ่นเปลี่ยนไป

วิธีสังเกตง่ายๆ ที่หลายคนมักจะใช้บ่อยๆ คือการดมกลิ่น วิธีนี้ง่าย และให้ผลที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับอาหารที่เปียกๆ มีน้ำ ไม่ใช่อาหารแห้ง เช่น นม โยเกิร์ต แกงต่างๆ กลิ่นที่เปลี่ยนไปก็อาจจะเหม็นเปรี้ยว เหม็นหืน เรียกง่ายๆ ว่ากลิ่นเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมนั่นแหละ ถ้ากลิ่นไม่ผ่านก็อย่าทานเลย

 

3.เชื้อรา

เป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ว่าอาหารนั้นบูด วิธีสังเกตง่ายๆ คือให้ลองสังเกตการณ์เริ่มขึ้นของเชื้อราที่อาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปจนทั่ว ดังนั้นเมื่อเห็นเพียงจุดเริ่มต้นของเชื้อราคุณก็ควรทิ้งอาหารเหล่านั้นไปได้แล้ว นอกจากนั้นควรระมัดระวังเพราะภาชนะที่ใส่อย่างพลาสติก หรือแก้วเองก็อาจเป็นที่ซ่อนของเชื้อราได้โดยเฉพาะตามก้นแก้ว ซอกมุมต่างๆ

 

4.เนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป

จากโยเกิร์ตที่เด้งดึ๋ง เนียนนุ่ม ตักง่าย กลายเป็นเนื้อแข็งๆ เป็นก้อนๆ ไม่เนียนละเอียดเหมือนเดิม ก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่ามันเสียแล้ว นอกจากโยเกิร์ตก็อาจเป็นอาหารประเภทแกง อย่างแกงกะทิต่างๆ ที่อาจจะเนื้อข้น ติดช้อน มีฟอง รวมไปถึงข้าวที่จากเนื้อร่วนๆ เป็นเม็ดๆ อาจจะกลายเป็นข้าวแฉะๆ เหนียวๆ ไม่น่าทานเหมือนเดิม เป็นต้น

 

5.สีที่เปลี่ยนแปลงไป

การเปลี่ยนสีอาจไม่ใช่สัญญาณของการเน่าเสียเสมอไป เพราะอาหารบางชนิดเมื่อโดนอากาศก็จะเปลี่ยนสี ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามถ้าสังเกตอาหารบางชนิดอย่าง ผัก มีการเปลี่ยนสีก็สามารถทิ้งลงถังขยะได้เลย แต่สำหรับเนื้อสัตว์ดิบที่อยู่ในตู้เย็นก็อาจเปลี่ยนสีได้ ดังนั้นตราบใดที่มันยังไม่มีเมือกก็ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อยู่

 

6.พบสิ่งแปลกปลอมในถุง

ขออนุญาตเรียกรวมๆ ว่าสิ่งแปลกปลอม เพราะอันที่จริงแล้วเราหมายถึง “รา” แต่ราที่คุณเห็นในอาหารก็มีหลายชนิด หลายรูปร่าง ขนาด และสี ดังนั้นไม่ว่าสิ่งที่คุณเห็นจะลักษณะเป็นอย่างไร เป็นเยื่อๆ ใยๆ บางๆ เป็นก้อนๆ หรือเป็นสีเขียว สีดำ สีส้ม มีเหลือง ฯลฯ ตราบใดที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่มันไม่เคยอยู่ในหีบห่อนั่นๆ มาก่อน สันนิษฐานได้เลยว่าอาจเป็นเชื้อรา ทิ้งโลด

 

7.ผิวภายนอกเปลี่ยน

นี่เป็นข้อสังเกตที่ใช้ได้กับผัก ผลไม้ หากผิวด้านนอกนุ่ม มีรอยบุ๋มหรือเว้า อาจไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้ นอกจากนี้ผลไม้ที่ผิวมีรอยย่นก็ไม่ควรเก็บไว้ สำหรับผลไม้บางประเภทอย่างแอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล กล้วยนิ่มลง เราอาจนำไปอบขนมได้ การเปลี่ยนแปลงของเนื้อสัมผัสยังสังเกตได้จากผลิตภัณฑ์นมที่จะจับตัวเป็นก้อนเมื่อบูด เช่นเดียวกับชีสเนื้อจะเริ่มแฉะ และแนะนำว่าชีสนิ่มจะเน่าเสียเร็วกว่าชีสแข็ง

 

8.นับวันหมดอายุคร่าวๆ

มาถึงวิธีสุดท้ายสำหรับคนที่ประสาทสัมผัสไม่ได้เรื่องจริงๆ แยกไม่ออกทั้งจากตา จมูก ปาก ลองนึกถึงวันที่ซื้อมาทานวันแรก นับวันดูว่าวันนี้ผ่านไปกี่วันแล้ว อาหารแต่ละอย่างเวลาหมดอายุไม่เท่ากัน แต่หากเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น นม โยเกิร์ต รวมถึงแกงกะทิ และอาหารที่มีส่วนผสมของแป้ง และน้ำตาลมากๆ เช่น ข้าวสวย ขนมจีน เค้ก เบเกอรี่ต่างๆ พวกนี้เก็บได้ไม่นาน หากนับวันแล้วเกิน 7 วัน เราแนะนำให้โยนทิ้งไปได้เลย รวมถึงผักผลไม้ที่เหี่ยวๆ ไม่เหมือนเดิม ก็ควรทิ้งเช่นกัน

 

เมืองไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนก็จะยิ่งร้องเป็นพิเศษ สิ่งที่ตามมาช่วงหน้าร้อนมักจะเป็นเรื่องอาหารเน่าเสีย ทานแล้วจะทำให้ท้องเสีย ท้องร่วง หากทานเข้าไปสะสมมากๆ ก็อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรหา condo ใกล้รถไฟฟ้า ที่มีบรรยากาศดีไว้อยู่ ก็อาจจะช่วยลดปัญหาอากาศร้อนลงได้นะ





0 Comments